วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การทำน้ำยาล้างจาน

น้ำยาล้างจาน เป็น สารเคมีที่ได้จากส่วนผสม ที่ เป็นสารมีขั้ว น้ำยาล้างจาน คือสารชำระล้าง (detergent) ที่ใช้ช่วยในการล้างจาน มีส่วนผสมของ
สารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่มีการระคายเคืองต่ำ ประโยชน์หลักของน้ำยาล้างจานคือใช้ล้างภาชนะและเครื่องครัวด้วยมือหลังจากประกอบหรือรับประทานอาหารแล้ว น้ำยาล้างจานทำให้สิ่งสกปรกและไขมันหลุดจากภาชนะและรวมตัวเป็นอีมัลชัน (emulsion) อยู่ในน้ำหรือฟอง (foam) เนื่องจากโมเลกุลของน้ำยาล้างจานประกอบด้วยส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้วเช่นเดียวกับผงซักฟอก ส่วนที่มีขั้วจะจับกับโมเลกุลของน้ำ และส่วนที่ไม่มีขั้วจะจับกับสิ่งสกปรกให้หลุดออก ในสมัยก่อนมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น สบู่ล้างจาน หรือ ครีมล้างจาน เนื่องจากเคยผลิตในรูปของสบู่และครีมมาก่อน ปัจจุบันน้ำยาล้างจานมีส่วนผสมอื่นรวมอยู่ด้วย เช่นน้ำมะนาวหรือชา ซึ่งเชื่อว่าเป็นการช่วยให้ภาชนะสะอาดมากขึ้นและถนอมมือมากกว่าเดิม

สารเคมีและองค์ประกอบ

ส่วนประกอบ

1.N 70 1 กก.
2.น้ำเกลือ 2 ลิตร
3.กรดมะนาว 10 กรัม
4.สีเหลือง ปลายช้อนชา
5.น้ำหอม 10 CC.
6.สารกันเสีย 10 CC.
7.น้ำด่าง 7-8 ลิตร

ปล. N 70 มาจาก Texapon มีชื่อทางเคมีว่า SODIUM lAURYLETHER SULFATE เป็นสารประเภท สารลดแรงตึงผิวประจุลบ

คุณสมบัติ

ืคือเป็นสารชำระล้าง คือ สารที่สามารถ นำเอาอนุภาค ที่ติดฝังอยู่ ที่ภาชนะหรือสิ่งของ ที่ต้องการจะนำเอาออกไปโดยใช้หลัก การดึงระหว่างสารขั้วบวกและขั้วลบ

ส่วนผสมต่างๆเหล่านี้สอบถามได้ที่ ธกส.แต่ละจังหวัด หรือร้านเคมีภัณฑ์ที่จำหน่ายส่งยาสระผม น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างจาน เพราะจะมีส่วนผสมต่างๆเหล่านี้จำหน่ายค่ะ







เศรษฐกิจพอเพียง

พ่อของแผ่นดิน คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น

การทำน้ำยาอเนกประสงค์ชีวภาพอัญชัน
ใช้ซักผ้า-ล้างจาน-อาบ-ล้างหน้าวันก่อนน้ำยาซักผ้าหมดพอดี จึงได้ทำใหม่ สูตรนี้เราทำแบบพอเพียงคือค่าใช้จ่ายน้อย ไม่เกิน 100 บาท ทำได้ประมาณ 8-10 ลิตรสามารถนำไปใช้ล้างจาน ซักผ้า ล้างหน้า หรืออาบน้ำ ได้ ประหยัดได้หลายทาง แต่ขอบอกก่อนว่าสูตรนี้ไม่มีกลิ่นน้ำหอมเนื่องจากเราเน้นเรื่องความพอเพียง
และหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ไม่จำเป็น ลองคำนวณการลดค่าใช้จ่ายดูเช่น

1. ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำยาล้างจาน
2. ไม่ต้องจ่ายค่าสบู่อาบน้ำ (ใช้แล้วผิวนุ่มกว่าใช้สบู่)
3. ลดการจ่ายค่าน้ำยาซักผ้าเดือนละ 300 บาท เหลือเพียง 100 บาท
ได้น้ำยาประมาณ 12 ลิตร รวมแล้วต่อเดือนเราจะประหยัดเงินได้เกือบ 400 บาทเชียวนะ
ส่วนผสมคือ1. ตัวน้ำยาซักผ้าหรือซักล้างใช้สาร N 70 ราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท
2. เกลือเพื่อใช้ปรับความหนืดความข้น ความเหลวของน้ำยาประมาณ 1 ก.ก. (12 บาท)

3. น้ำชีวภาพอัญชันที่เราหมักได้จากการแนะนำคราวที่แล้ว สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรีย และให้สีสวย โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารกันบูด ประมาณ 1 แก้ว (ขวดน้ำผลไม้ 250 มล.) 4. น้ำเปล่า 8-10 ลิตร
ขั้นตอนการทำ1. เตรียมส่วนผสมทั้ง 4 อย่าง
2. เท N 70 ใส่ลงในถังใช้ไม้พายคนเบาๆไปทางเดียวกัน ให้ขึ้นขาวฟู ถ้าหนืดเกินไป รู้สึกหนักมือให้ค่อยๆโรยเกลือลงไป (หรืออาจผสมน้ำเกลือใช้แทนได้)
3. จากนั้นค่อยๆใส่น้ำชีวภาพอัญชันเพื่อให้มีสีสวยงาม
4. ทีนี้ก็ทำสลับกันเรื่อย ถ้าหนืดเหนียวให้เติมเกลือ แล้วเติมน้ำ ถ้าเหลวไปจากการเติมน้ำมากก็เติมเกลือ จะทำให้หนืดข้นเช่นเดิม ทำเช่นนี้ไปเรื่อยจนส่วนผสมที่เตรียมไว้หมด
สุดท้ายตรวจดูความเหลวตรงความพอใจของเรา ทิ้งไว้ 1 คืนอาจทำให้หนืดขึ้นอีกเล็กน้อย ทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัว รุ่งเช้าน้ำยาเอนกประสงค์ที่ได้ จะใสและไม่มีฟอง จากนั้นให้เรากรอกใส่ภาชนะที่ต้องการเก็บไว้ใช้ เราจะได้น้ำยาสีสวย สีม่วง-อมชมพู
จากการใช้มาอย่างต่อเนื่อง น้ำยาอเนกประสงค์อัญชันจะมีการเปลี่ยนสีเนื่องจากเราไม่ใส่ผงสีในขั้นตอนการทำ
ดังนั้นสีจึงซีดง่ายกลาย
เป็นสีขาว
วิธีการแก้ไข : ผู้เขียนเติมหัวเชื้อชีวภาพอัญชันที่หมักไว้ลงไป 1 หยดหรือมากกว่า แล้วแต่ชอบ เขย่าให้เข้ากัน ก็ได้สีสวยดังเดิม
สรุปเปรียบเทียบ - จากการใช้ได้เห็นความแตกต่างคือ
- หากลืมตากผ้าในทันที ทิ้งไว้หลายชั่วโมง ผ้าก็ไม่เหม็นทั้งนี้เนื่องจากน้ำชีวภาพอัญชัน
มีสรรพคุณดับกลิ่น กำจัดแบคทีเรีย/จุลินทรีย์ตัวร้าย
- เมื่อใช้ล้างจาน มือจะไม่ลอกเป็นขุยเหมือนใช้น้ำยาล้างจานตามท้องตลาด เนื่องจากเราไม่ใช้สารขจัดคราบ หากในบางจุดของภาชนะยังมี
ความมันอยู่ ให้เทน้ำยาชีวภาพอัญชันลงไป แล้วล้างเฉพาะที่ ล้างทำความสะอาดอีกครั้ง จะพบว่าขจัดความมันได้ดี



น้ำยาล้างจาน คือสารชำระล้าง (detergent) ที่ใช้ช่วยในการล้างจาน มีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่มีการระคายเคืองต่ำ ประโยชน์หลักของน้ำยาล้างจานคือใช้ล้างภาชนะและเครื่องครัวด้วยมือหลังจากประกอบหรือรับประทานอาหารแล้ว น้ำยาล้างจานทำให้สิ่งสกปรกและไขมันหลุดจากภาชนะและรวมตัวเป็นอีมัลชัน (emulsion) อยู่ในน้ำหรือฟอง (foam) เนื่องจากโมเลกุลของน้ำยาล้างจานประกอบด้วยส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้วเช่นเดียวกับผงซักฟอก ส่วนที่มีขั้วจะจับกับโมเลกุลของน้ำ และส่วนที่ไม่มีขั้วจะจับกับสิ่งสกปรกให้หลุดออก ในสมัยก่อนมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น สบู่ล้างจาน หรือ ครีมล้างจาน เนื่องจากเคยผลิตในรูปของสบู่และครีมมาก่อน ปัจจุบันน้ำยาล้างจานมีส่วนผสมอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น น้ำมะนาวหรือชา ซึ่งเชื่อว่าเป็นการช่วยให้ภาชนะสะอาดมากขึ้นและถนอมมือมากกว่าเดิม

 ข้อเสียของน้ำยาล้างจาน

ฟองของน้ำยาล้างจานเป็นสิ่งปิดกั้นบนผิวน้ำ ทำให้ออกซิเจนในอากาศละลายน้ำไม่ได้ และกั้นไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องลงไปใต้ผิวน้ำ พืชน้ำก็จะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ เมื่อสิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจนก็จะตายลง และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงจะส่งผลทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนั้น สารเคมีบางชนิดในน้ำยาล้างจานอาจเป็นอันตรายกับทั้งพืชน้ำและสัตว์น้ำ และยังอาจทำให้ผิวของเราระคายเคืองบ้างเล็กน้อย

กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม Crescendo Official MV

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โอ้โหไม้ไผ่

บทความเรื่อง
ไผ่เป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมายหลายอย่าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีหลายชนิดหลายสาย
พันธุ์ เป็นพืชโบราณชนิดหนึ่งที่คนไทยรู้จักและนำมาใช้งาน เมื่อก่อนก็ไปหาตัดจากป่า เดี๋ยวนี้ไผ่ในป่าชักจะหมด มี
การปลูกกันเดิมก็ปลูกไว้หัวไร่ปลายนา ถัดมาปลูกเป็นแนวรั้วกันลมกันไฟให้สวนและบ้านเรือน จนปลูกกันเป็นพืช
เศรษฐกิจเป็นสิบยี่สิบไร่ โดยแยกประโยชน์ที่จะนำไปใช้ เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านบริโภค ด้านหัตถกรรม เป็นต้น
เมื่อหลายวันก่อน เจอข่าวว่าไทยนำเข้าไม้ไผ่จากกัมพูชาประเทศข้างบ้านผ่านเขาปราสาทพระวิหารที่รู้จักกันนั่น
แหละ แรกนึกว่านำเข้ามาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมทำกระดาษไม่ใช่เขานำเข้ามาทำ
ชอบรสชาติข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง คงจะพอมองออก ไก่ย่างถ้าเป็นตัวหรือเป็นซีกจะใช้ไม่ไผ่ตัดยาว ๆ ผ่าปลายคีบ
ไก่ที่หมักเครื่องแล้วปิ้งไฟ
ใช้ได้อีก แต่ด้านโภชนาการเขาไม่ทำกัน เคยซื้อทั้งไม้มากินที่บ้านโดยชอบฉีกกิน สุดท้ายก็ต้องทิ้งไม้ไป จะเห็นว่า ถ้า
ปิ้งหรือย่างไก่ ๑ ชิ้นใช้ไม่ไผ่ ๑ ชิ้น แล้วทั่วปะเทศก็จะใช้วันละหลายล้านชิ้นใช้เยอะเชียวนะ อีกธุรกิจหนึ่งใช้ไม้ไผ่เยอะ
คือ
ยิ่งหนักกว่าไก่ย่างอีก แล้วข้าวหลามเป็นอาหารไทยที่มีกินกันทุกภาค ไหนว่าคนภาคอื่นไม่กินข้าวเหนียวไงละ
หนึ่งจำได้ว่ามีการส่งข้าวหลามไปช่วยประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติต่างประเทศดูเหมือนจะเป็นญี่ปุ่นหรือไต้หวันนั่น
แหละ เพราะข้าวหลามเก็บไว้กินได้หลายวัน เป็นอาหารประจำชาติไทยที่ผลิตจากภูมิปัญญาไทยแท้ จนเป็นธุรกิจ
ใหญ่โตมโหฬารเดี๋ยวนี้
ไม้ไผ่มีหลายพันธุ์หลายชนิด ไผ่โบราณที่รู้จักกันในหมู่นักบริโภค คือ
รสขมขื่น ต้องต้มเคี่ยวนาน ๆ ใส่น้ำคั้นใบย่านางเยอะ ๆ คนเหนือ อีสานชอบมาก ทำแกงเปอะใส่ปลาร้า น้ำปู ไม้ไผ่
ไร่ใช้ทำค้างต้นบวบ ถั่วฝักยาว ทนมากหลายฤดู แต่ต้องไปตัดจากป่ามาใช้
ตัดต้นยากมากเพราะเต็มไปด้วยหนามแหลม เคยมีคนหนีตำรวจวิ่งเข้ากอไผ่สีสุกหลบพ้นไม่ถูกจับกุมแต่ออกไม่ได้ ข่าว
ว่าเสือยังไม่กล้าเข้าเลยหนามใหญ่แหลมคมพันกันทั้งกอ แต่หน่อไผ่สีสุกอร่อยมาก ลองหามากินกันดู
ไผ่ไม้สารพัดประโยชน์ ขว.๐๑/๒๕๕๔ไม้ย่างไก่ดูจริง ๆ แล้ว ท่านที่(ย่าง) ถ้าซื้อก็จะถอดสับ ๆๆ ใส่จานหรือถุงให้ ที่จริงแล้วไม้ไผ่ที่ใช้ย่างไก่น่าจะนำกลับมาข้าวหลามลองมีใครคิดทำข้าวหลามโดยไม่ใช้กระบอกไม้ไผ่ดู จะมีคนกินไหมนะนี่ ข้าวหลามใช้ไม้ไผ่เป็นปล้องๆ?มีอยู่สมัยไผ่ไร่ เป็นไผ่ขนาดเล็ก หน่อไม้เล็ก แข็งไผ่สีสุก เป็นไม้ไผ่ขนาดใหญ่ กอใหญ่
ไผ่รวก
ช่อน ปลากระดี่มาแกงส้ม ขลังมาก
เป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นตรงสวยมาก ปลายไผ่รวกนำมาทำคันเบ็ดที่เรียกคันหลิว ตกปลาหมอ ปลา!! ที่จังหวัดน่านปลูกกันมากเป็นไผ่เศรษฐกิจส่งชาวทะเลไปทำหลักเลี้ยงหอยแมลงภู่
ไผ่ตง
ตงหนู ตงเขียว และตงหม้อหรือไผ่ยักษ์ไจแอ้น จีนเรียก
ขนมบ๊ะจ่างทำให้มีกลิ่นหอม และสุดยอดฮิตขณะนี่ คือ
ตะเกียบ ก้านธูป ทำเฟอร์นิเจอร์ อีกสารพัด ขอเชิญชวนกันปลูกไผ่ไว้เยอะ ๆ จะได้ทั้งสร้างภูมิอากาศลดโลกร้อน
เศรษฐกิจ และอาหารไม่อดตายแน่ๆ


 





เป็นไผ่เศรษฐกิจตัวเอ้ ใช้ประโยชน์ทั้งต้นทั้งหน่อ โดยเฉพาะหน่อไผ่ตง คนนิยมต้มจืดกระดูกหมูมากมีทั้งตงดำหมิงซุ้งทำไผ่แห้งเก็บใส่โหลไว้กินได้นาน ๆ ใบใช้ห่อไผ่ซาง มีประโยชน์เหลือหลาย ไม้เสียบลูกชิ้น ไม้จิ้มฟัน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไผ่

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไผ่

แก้ริดสีดวงทวารด้วยไผ่รวก
ปัจจุบันคนรุ่น ใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จัก “ไผ่รวก” เพราะส่วนใหญ่จะนิยมปลูกในบริเวณบ้านตาม ชนบทที่ห่างไกลความเจริญจริง ๆ เพื่อเก็บหน่อรับประทานเป็นอาหารและต้นใช้ ประโยชน์ในการก่อสร้างทำเครื่องใช้หลายอย่าง ส่วนที่เรียก “ไผ่รวก” มาจาก ช่วงฤดูฝน “ไผ่รวก” ที่มีขึ้นตามป่าจะแตกหน่อขึ้นมามากมาย ชาวบ้านจะขึ้นไป เก็บเอาหน่อไปต้มหรือลวกให้สุกก่อนนำลงไปขายในตลาดตัวเมือง จึงเรียก ว่า “ไผ่รวก” ซึ่งนอกจากหน่อไม้ “ไผ่รวก” จะปรุงอาหารได้หลายอย่างแล้ว บาง ส่วนยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรด้วย เช่น รากต้มน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้
สรรพคุณทางยาของไผ่รวก :

“ไผ่รวก” ยังใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารได้ด้วย โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นใหม่ ๆจะรักษาให้หายได้ มีวิธีง่าย ๆ คือ เอาต้น “ไผ่รวก” แก่หรืออ่อนก็ได้ กับราก จำนวนเท่ากัน แบบสดใช้มากหน่อย แบบแห้งจำนวน 50 กรัม ต้มกับน้ำในหม้อดินดื่มขณะอุ่นแทนน้ำชาทุกวัน โดยดื่มจนยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มไปประมาณ 15 วัน อาการจะดีขึ้นและหายได้ ส่วนคนที่เป็นริดสีดวงทวารมานานแล้วอาจช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่หายขาด
การรักษาโรคภูมิแพ้แบบพื้นบ้านด้วยถ่านไม้ไผ่
ในช่วงที่สภาพ อากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย หลายๆ ท่านอาจจะเจอกับปัญหาโรคภูมิแพ้   วันนี้ คุณเซิง เกษตรกรผู้ทำสวนผสมผสาน  มีเทคนิคดีๆ  เกี่ยวกับการนำสิ่งที่มีอยู่ ในพื้นที่มาใช้รักรักษาโรคภูมิแพ้ โดยการใช้ถ่านไม้ไผ่ มารักษาดังนี้


1.นำถ่านไม้ไผ่มาสับให้ละเอียด
2.ผสมน้ำร้อนแล้วคนให้เข้ากัน
3.ผสมน้ำเย็นเล็กน้อย
4.ใช้ดื่มได้ทันที

*** แค่วิธีการง่ายๆ นี้ก็สามารถแก้โรคภูมิแพ้ ซึ่งถ่านไม้ไผ่จะช่วยในการดูดซึมสารพิษในร่างกายได้ดี

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอสร้างชาติ







วิธีการทำมะละกอแช่อิ่ม
1. นำมะละกอที่เกือบสุก และมีเนื้อแน่นมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด
2. ปอกเปลือกออกโดยใช้มีดสแตนเลสและตัดให้เป็นชิ้นขนาด 5 x 2 x 1 ซม. แล้วฝานเอาเมล็ดและไส้ออกด้วยมีดสแตนเลส
3. ล้างชิ้นมะละกอด้วยน้ำให้สะอาด ทำให้สะเด็ดน้ำบนตะแกรง หรือกระด้งตาห่าง
4. แช่ในสารละลายของกรดมะนาวเข้มข้นร้อยละ 0.5 (ใช้กรดมะนาว 5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร) เป็นเวลา 10-15 นาที ล้างด้วยน้ำให้สะอาดและทำให้สะเด็ดน้ำบนกระด้ง หรือตะแกรงสแตนเลส

5. แช่ในสารละลายแคลเซี่ยมคลอไรด์เข้มข้นร้อยละ 0.5 (ใช้แคลเซียมคลอไรด์ 5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร) เป็นเวลา 15-20 นาที ล้างด้วยน้ำให้สะอาด และทำให้สะเด็ดน้ำบนกระด้ง หรือตะแกรงสแตนเลส
6. ต้มในน้ำเดือด หรือนึ่งอบไอน้ำด้วยรังถึงที่อุณหภูมิ 100 ํ ซ. เป็นเวลา 5 นาที จนกระทั่งเนื้อมะละกอนิ่ม
7. การแช่น้ำเชื่อม และขั้นตอนต่าง ๆ ก็ทำเช่นเดียวกันกับ สับปะรด จนกระทั่งได้มะละกอแช่อิ่ม
8. นำมาวางเรียงบนถาดโปร่ง และตากแห้งในตู้อบที่อุณหภูมิ 50 ํ - 60 ํ ซ. เป็นเวลา 4-4 1/2 ชั่วโมง หรือใช้แสงแดดจนกระทั่งผิวของมะละกอแช่อิ่มแห้ง และไม่เหนียวติดมือ
9. ทำให้เย็นลงที่อุณหภูมิห้อง (30 ํ ซ.) แล้วทำการบรรจุ เช่นเดียวกันกับสับปะรด จะได้มะละกอแช่อิ่มแห้ง มีความชื้นร้อยละ 16-20
 
 
 
 
 
 
 

ประโยชน์ของมะละกอ สรรพคุณและการใช้ประโยชน์จากมะละกอ (Papaya)

มะละกอ (Papaya) เป็นผลไม้ไทยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ประโยชน์ของมะละกอมีมากมายไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหารเช่น แกงส้มมะละกอ ทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเป็นชามะละกอ หรือแม้แต่นำผลสุกมาปอกกินเล่นก็ยังมีประโยชน์ช่วยให้ขับถ่ายง่ายป้องกันท้องผูก อีกทั้งมะละกอเป็นพืชที่ปลูกง่ายการปลูกมะละกอไม่ต้องการการดูแลมากอาศัยพื้นที่ว่างบริเวณรั้วบ้านก็ใช้เป็นที่ปลูกมะละกอได้แล้วเพียงแต่ต้องคอยระวังอย่าให้มีน้ำท่วมในบริเวณที่ปลูกมะละกอก็พอ ยอมเสียพื้นที่ในการปลูกมะละกอไว้แถวบริเวณบ้านสัก 1-2 ต้นรับรองว่าประโยชน์ของมะละกอที่ได้รับจะคุ้มเกินคุ้มอย่างแน่นอน

มะละกอ (Papaya) เป็นพืชยืนต้น สูงประมาณ 3-4 เมตร ลำต้นตั้งตรง เนื้อลำต้นจะอ่อน ลักษณะผลของมะละกออาจมีรูปร่างทั้งเป็นลูกกลมหรือทรงยาวรีแล้วแต่พันธุ์ของมะละกอ มะละกอที่ยังดิบอยู่เปลือกนอกจะมีสีเขียวพอผลมะละกอสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกส้ม มะละกอเป็นพืชที่ไม่ชอบให้มีน้ำท่วมขังเพราะจะทำให้รากเน่าและตายได้ มะละกอเป็นพืชที่นิยมปลูกในบริเวณรั้วบ้านวิธีการปลูกมะละกอทำได้ง่ายเพราะมะละกอเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลมากนักและทนต่อความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร หากมีต้นมะละกอในบริเวณบ้านระวังอย่าให้น้ำท่วมก็พอ ประโยชน์ของมะละกอสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วนของต้นเลยทีเดียว

ประโยชน์ของมะละกอ เริ่มจากส่วนที่เป็นใบและยอดของมะละกอนำมาใช้ปรุงอาหารได้ ส่วนของลำต้นมะละกอภายในจะเป็นเนื้อสีขาวครีมลักษณะเนื้อจะอ่อนนุ่มคล้ายกับหัวผักกาดจีนที่เราสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้เหมือนกันจะเป็นการดองเค็มหรือตากแห้งเก็บไว้กินก็ได้ ประโยชน์ของมะละกอเมื่อใช้ปรุงเป็นอาหารจะมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารที่สำคัญหลายอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี (Vitamin A B C) ธาตุเหล็กและแคลเซียม สารอาหารเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น

ประโยชน์ของมะละกอดิบ ผลดิบของมะละกอที่มีเปลือกสีเขียวนั้นภายในจะมียางสีขาวข้นเรียกกันว่ายางมะละกอ สรรพคุณของยางมะละกอใช้หมักเนื้อทำให้เนื้อนุ่มและเร่งให้เปื่อยเร็วขึ้นเมื่อต้มและหากนำยางมะละกอไปสกัดเป็นเอนไซม์ที่มีชื่อว่าปาเปอีน (Papain Enzyme) สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้อีกด้วย  ประโยชน์ของมะละกอดิบยังใช้เป็นยาสมุนไพร (Herb) เป็นยาระบายอ่อนๆช่วยในการขับปัสสาวะหรือจะนำผลมะละกอดิบไปทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรคือ ชามะละกอ ที่มีสรรพคุณในการล้างลำไส้จากคราบไขมันที่เกาะติดอยู่ที่เกิดจากการกินอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันเป็นประจำ เมื่อชามะละกอช่วยล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ออกไปแล้วจะทำให้ระบบดูดซึมสารอาหารทำงานได้เต็มที่

ประโยชน์ของมะละกอที่เห็นอยู่ทุกวันคือการนำไปปรุงเป็นอาหารคือ ส้มตำ (Papaya Salad)  ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานและเป็นที่รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  ส่วนผลมะละกอสุกสามารถปอกกินเป็นผลไม้ได้เลย ประโยชน์ของมะละกอที่เป็นผลสุกคือช่วยบำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหารเป็นยาระบายอ่อนๆทำให้ระบบขับถ่ายดีไม่มีอาการท้องผูก ผลมะละกอสุกยังสามารถนำไปทำเป็น น้ำมะละกอ ได้อีกเอนไซม์ปาเปอีน (Papain Enzyme) ที่อยู่ในผลมะละกอจะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ประโยชน์ของมะละกอสุกยังมีสารอาหารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) คือเบต้าแคโรทีนที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยซึ่งเป็นประโยชน์ของมะละกอในด้านความสวยความงามนั่นเอง
 

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เรื่องของกล้วย ที่ไม่ใช่กล้วยๆ

เรื่องของกล้วย ที่ไม่ใช่กล้วยๆ
เรื่องของกล้วย ที่ไม่ใช้กล้วยๆ
    แทบไม่น่าเชื่อว่า  กล้วยซึ่งเป็นพืชผลไม้พื้นบ้านธรรมดาชนิดหนึ่ง จะมีคุณค่าต่อวิถีชีวิตคนไทยได้มากมาย  นับเริ่มแต่ ต้นกล้วยที่สามารถนำหยวกมาทำอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะหมกหยวกกล้วยใส่หมู  ครูต้อยชอบมาก  ต่อมาก็เป็นผลกล้วย นักว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่ามากที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิดในโลกนี้ ยิ่งเป็นกล้วยน้ำว้าด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง  รับประทานได้ตั้งแต่แบเบาะไปจนแก่เฒ่าไม่มีฟันเลยทีเดียว  ส่วนใบนั้นก็ใช่ย่อย มีประโยชน์มากไม่แพ้กัน คนโบราณใช้ใบกล้วยแห้งพันบุหรี่สูบ มีอันตรายน้อยกว่าพันด้วยกระดาษ ส่วนใบสดๆ ใช้ประโยชน์ได้มากหลาย ครูต้อยจะนำมาเป็นตัวอย่างสัก  5 ด้านดังนี้ครับ
 1. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

      ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ห่ออาหาร ห่อขนม ห่อผัก ห่อดอกไม้ ช่วยให้สดทนนาน และรักษาสิ่งแวดล้อม
2. ประโยชน์ในโอกาสพิเศษ
    2.1 งานวันสำคัญ  งานประเพณีนิยม ชาวไทยนิยมประดิษฐ์ผลงานดอกไม้ใบตองแบบประณีตศิลป์ใช้ในงานประเพณี เช่น พานขันหมาก ขันหมั้น ขันสินสอด พานรับน้ำสังข์ บายศรี กระทงลอย ใช้ในงานแต่งงาน งานลอยกระทง พิธียกเสาเอก ตั้งศาล ไหว้ครู ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเพณีที่งดงามของชาวไทยที่ควรจะฟื้นฟูและรักษาไว้
    2.2  งานพิธีทางศาสนา เช่น พานดอกไม้ธูปเทียน กระทงดอกไม้ แต่งเทียนพรรษา กระถางธูป
เชิงเทียน กระทงสังฆทาน กระทงสลากภัตร ถาดใบตองสำหรับใส่ขนม ผลไม้ถวายพระ
3. สร้างสรรค์ศิลปะมรดกของชาติ
    ผลงานประณีตศิลป์เป็นศิลปะมรดกแขนงหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยเพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความละเอียด ประณีต อ่อนโยน มีระเบียบ มีความสง่างาม มีความงามแบบวิจิตรพิสดาร ที่ไม่มีชาติใดในโลกมีเหมือน
4. ช่วยให้จิตใจสงบร่มเย็น
    การนำใบตองมาประดิษฐ์เป็นสิ่งสวยงามทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสงบร่มเย็นในจิตใจ เพราะจิตในมีสมาธิ ความคิดจินตนาการ ผู้ทำงานใบตองจะเป็นผู้มีอารมณ์ดีคิดแต่สิ่งที่ดีงาม
5. เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง
    ถ้ามีใจรักงานการประดิษฐ์ใบตองกล้วย ก็สามารถทำเป็นอาชีพอาชีพได้ เพราะสังคมไทยยังมีประเพณีและวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับการใช้บริการฝีมือเย็บใบตองต่างๆ อยู่ตลอด 12 เดือน











กล้วยกับประเพณี

ประวัติพิธีแต่งงาน
พิธีแต่งงาน คือพิธีที่จัดทำขึ้น เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามประเพณี โดยเชิญญาติมิตรมาร่วมพิธีและเป็นสักขีพยาน การเรียกพิธีแต่งงานในปัจจุบันว่า พิธีมงคลสมรส นั้น เป็นการนำคำว่า เสกสมรส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติขึ้น เพื่อใช้เรียกพิธีแต่งงานของเจ้านายมาใช้ แต่ได้มีการตัดคำว่า เสก ออกไป จึงเรียกเพียงว่า พิธีมงคลสมรส พิธีแต่งงานในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อน ที่เห็นเด่นชัดคือ พิธีแต่งงานหมู่ หรือที่เรียกว่า พิธีสมรสหมู่ คือการจัดพิธีแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว จำนวนหลายๆคู่พร้อมกัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานและเป็นการนำประเพณีและวัฒนธรรมมาปรับให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน
พระยาอนุมานราชธน เสถียรโกเศศ เล่าถึงพิธีแต่งงานในสมัยก่อนอย่างละเอียด ในหนังสือ ประเพณีเรื่องแต่งงาน บ่าวสาวไทย ว่า พิธีแต่งงานจะเริ่มมีขึ้นได้ ต่อเมื่อฝ่ายชายได้จัดผู้ใหญ่เป็นตัวแทนไปเจรจาสู่ขอหญิง เมื่อทางผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตกลงปลงใจด้วยแล้ว ฝ่ายชายจึงวานผู้มีหน้ามีตา หรือผู้สูงอายุไปเจรจาสู่ขอ และทำความตกลงเรื่องขันหมากหมั้น เมื่อเจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนัดหมายวันที่จะส่งขันหมากหมั้นไปสู่ขอตามธรรมเนียม
ฤกษ์วันหมั้น พิธียกขันหมาก
พ่อแม่และผู้เป็นเฒ่าแก่ ของฝ่ายชาย ต้องจัดเตรียมขันหมากเอก โท และขนมขันหมากไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งขันหมากเอก คือขันที่บรรจุหมากพลู ใบเงินใบทอง ถุงข้าวเปลือก ถั่วงา ขันหมากโท หรือขันเงินทุน ขันสินสอด ส่วนการจัดขบวนขันหมากโท และเครื่องบริวารมักจัดกันเป็นเลขคู่ ที่ขาดไม่ได้คือต้นกล้วยต้นอ้อย มีความเชื่อกันว่า จะต้องขุดมาให้ติดราก หรือมีหน่อที่สมบูรณ์ โดยขุดมาเป็นคู่ นำมาประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีให้ดูสวยงาม ซึ่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องทำการปลูกร่วมกัน คล้ายกับการเสี่ยงทายอย่างหนึ่ง ซึ่งหากต้นกล้วยเจริญเติบโตออกดอกออกผลสมบูรณ์ และต้นอ้อยเติบโตหอมหวาน เชื่อกันว่าความรักของหนุ่มสาวคู่นี้ จะเป็นไปอย่างราบรื่น มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ความรักจะสดชื่นหอมหวานอยู่มิรู้คลาย
 เครื่องขันหมากหมั้น

           ขั้นตอนพิธีแต่งงานแบบไทยแต่งงานแบบไทย
           หลายคนเคยได้ยินแต่ขบวนขันหมากแต่ง แต่ไม่รู้ว่ามีขันหมากสำหรับพิธีหมั้นด้วยซึ่งพิธี ก็เหมือนเป็นการประกาศว่า ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
ขบวนขันหมากหมั้น จะมีขันใส่หมาก และขันใส่ของหมั้น


          ขันใส่หมาก  จะมีหมากดิบ 8 ผล พลู 4 เรียง (เรียงละ 8 ใบ) หรืออาจใช้มากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ขอแค่ให้เป็นจำนวนเลขคู่

          ขันใส่ของหมั้น ซึ่งในสมัยก่อน มักจะเป็นทองรูปพรรณ เครื่องเพชรพลอย สร้อยต่างหูกำไลหรือแหวนทองมรดก จากบรรพบุรุษ ห่อไว้ด้วยผ้าหรือกระดาษสีแดง ให้เรียบร้อย สวยงาม ก่อนบรรจุ ลงในขัน สมัยนี้เปิด ผ้าแดงออกมามีแต่ธนบัตรล้วนๆ หลายปึกเรียงซ้อนกัน ก็นับว่าเข้าทีเหมือนกัน

          ขันประกอบ มีการเพิ่มขันที่สามเข้าไปเพื่อเป็นขันประกอบโดยบรรจุใบเงินใบทอง ถุงเล็กถุงน้อยที่ใส่ข้าวเปลือก ข้าวตอก ถั่วเขียว และงา (เป็นจำนวนคู่) ซึ่งจัดไว้เพื่อเอาความหมายเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองและความงอกงามในวันข้างหน้า ส่วนขันใส่หมาก ขันใส่ของหมั้น ขันใส่ข้าวเปลือก ถั่วงา และใบเงินใบทอง ทั้งหมดจัดแต่งอย่างประณีต อาจมีการเย็บใบตองจับจีบประดับด้วยมาลัย ดอกรักและบานไม่รู้โรยแล้วคลุมด้วยผ้าอย่างดีให้เรียบร้อยสวยงาม


การเจรจาหมั้นหมาย
             เมื่อผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายให้คนยกเครื่องขันหมากหมั้นลงจัดวางเรียบร้อยแล้ว จึงเจรจากับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แจกแจงว่าของที่นำ มาหมั้นมีอะไรบ้าง พอให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเปิดดูข้าวของว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ค่อยให้คนของฝ่ายตัวเองยกของทั้งหมดเข้าไปเก็บ ตามตัวเจ้าสาวออกมารับหมั้น หลังจากนั้นจึงส่งภาชนะถาดขันทั้งหลายเหล่านั้นออกมาคืน ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวฝ่ายหญิงมักเตรียม ของขวัญเล็กน้อยมีมูลค่า ต่างกันไปตามสถานะผู้รับไว้ให้ขบวนของฝ่ายชายครบทุกคนด้วย นอกจากนี้ในสมัยก่อนบ้านฝ่ายหญิงอาจ ต้องเตรียมพานใส่หมากพลูไว้ต้อนรับผู้ใหญ่ฝ่ายชายด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครกินหมาก ก็จะละไว้ไม่ต้องจัดเตรียมเรื่องของพิธีหมั้น มีบางกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ว่าจัดรวบเสียวันเดียวกับงานแต่งก็ได้ โดยยกขบวนทั้งของหมั้นของแต่งในคราวเดียวเพื่อ ความสะดวก สำหรับกรณีที่ไม่เคร่งครัดจะไม่มีหมากพลูของหมั้นขันถาดอะไรเลย แค่ล้วงหยิบกล่องใส่แหวนออกมาจากกระเป๋า เสื้อเท่านั้นก็ย่อมได้ ถ้าทำความเข้าใจกันไว้แล้วอย่างดีแล้วค่อยไปให้ความสำคัญกับรายละเอียดของงานแต่งเพียงอย่างเดียวก็พอ

เครื่องขันหมากแต่ง

           ขันหมากงานแต่งก็คล้ายกันกับขันหมากหมั้น เพียงแต่มีเครื่องประกอบเยอะกว่า มีการจัดหมวดหมู่ต่างออกไป คือต้องจัดแยกเป็นขันหมากเอก และขันหมากโท ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่ยกไป เพื่อมอบใหเกับครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาว ขันหมากเอก ประกอบด้วยขันหมากบรรจุหมากพลู หรืออาจจัดแยกเป็นหมากหนึ่งขันและพลูอีกหนึ่งขันก็ได้ จากนั้นต้องมีขันเงินสินสอดตามจำนวน
ที่ได้ตกลงกันไว้ โดยบางตำราระบุว่า ควรจะต้องมีถุงเล็ก ถุงน้อยใส่ถั่วงา ข้าวเปลือก ข้าวตอกใสามาในขันนี้ด้วย แต่ธรรมเนียมบางแห่งจัดแยกกัน คือจัดเงินสินสอดใส่ห่อผ้าลงในขันหนึ่ง แล้วจัดถุงข้าวและถั่วงาลงขันอีกใบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งสำคัญคือ ต้องตกแต่ง
ให้เรียบร้อยสวยงาม เช่นประดับ มาลัยดอกรักบาน ไม่รู้โรย ใบตองประดิษฐ์ และมีผ้าคลุมไว้ทุกขันเพื่อความเหมาะสม และต้องจัดให้ขันบรรจุหมากพลูมีขนาดใหญ่กว่าขันอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ขันหมากเอกประกอบด้วยพานผ้าไหว้และเตียบเครื่องคาวหวาน จัดไว้เป็นจำนวนเลขคู่ตามเคย พานไหว้ ได้แก่ พานใส่ผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยมากจัด 3 สำรับ สำรับแรกเป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืนและห่ม 1 ผืน เทียนและธูปหอม ดอกไม้อีกกระทง อันนี้สำหรับเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายาย ส่วนอีก 2 สำรับใช้ไหว้พ่อและแม่เจ้าสาว ไม่ต้องมีธูปเทียนและดอกไม้ กรณีที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องจัดพานผ้าไหว้เซ่นบรรพบุรุษ หรือผ้าไหว้สำหรับพ่อตาแม่ยายแทนที่จะใช้ผ้าเป็นผืนอาจเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ท่านจะนำไปใช้งานได้จริง เตียบ คือภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับใส่เครื่องของกิน
เป็นตะลุ่มที่มีปากผายออกและมีฝาครอบ เตียบเครื่องคาวหวานในเครื่องขันหมากเอก มีไว้เพื่อเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายายหรือผีบ้านผีเรือนของบ้านเจ้าสาว โดยให้จัดไว้ 4 เตียบ เตียบแรกจะใส่เหล้า 1 ขวด เตียบสองไก่ย่าง 1 ตัว เตียบสามใส่ขนมจีนน้ำยาและห่อหมกปลาเตียบสี่เป็นมะพร้าวอ่อน ส้ม กล้วย รวมกับขนมหวานชนิดอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยแต่ละท้องถิ่นมีธรรมเนียมนิยมเรื่องอาหารต่างกันออกไปอยู่แล้ว ขอเพียงให้มีเหล้า 1 เตียบ และผลไม้ของหวาน 1 เตียบ ก็เป็นอันใช้ได้ ส่วนตัวเตียบนั้นอาจดัดแปลงเปลี่ยนเป็นพานหรือถาดก็ไใช้ได้เช่นกัน แต่ขอให้เตรียมผ้าสวยๆ ไว้คลุมปิดให้เรียบร้อยเป็นพอ (ในบางงานตัดการจัดเตียบออกไปเลยเพราะปู่ย่าตายายก็ยังอยู่กันครบแถมไม่ได้จัดงานที่บ้านจึงไม่ ต้องเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน) ขันหมากโท เป็นเครื่องของประเภทขนมและผลไม้ บรรจุมาในขันหรือภาชนะอื่น เช่นถาดหรือ พาน ชนิดของขนมและผลไม้ไม่จำกัด ต่ส่วนมากมักใช้ชนิดที่นิยมในงานมงคลมีกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน ขนมชั้น ฝอยทอง ข้าเหนียวแก้ว กะลาแม จัดเป็นคู่ทั้งจำนวนชิ้นขนม จำนวนภาชนะที่บรรจุ แล้วปักธงกระดาษสีแดงตกแต่งไว้ตรงกลางทุกขันหรือทุกถาด



องค์ประกอบของขบวนขันหมาก

          ลำดับขั้นก่อนหลังการจัดขบวนนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยเถ้าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าว ตามมาด้วยคนยกขันหมากเอก ซึ่งต้องเรียงตามลำดับคือ คนยกขันหมากพลู ขันเงินสินสอด ขันผ้าไหว้ และเตียบ หลังจากนั้นถึงต่อท้ายด้วยคนยักขันหมากโทอีกที ที่เห็นกันบ่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนขันหมาก คือวงกลองยาวที่ตีฆ้องร้องรำนำหน้าขบวนกันมา สิ่งที่ช่วยสร้างสีสันอีกอย่าง ได้แก่ การตกแต่งหน้าขบวน ซึ่งนิยมใช้ต้นอ้อย 1 คู่ ถือเป็นการเอาเคล็ดเรื่องความหวาน ในบางท้องถิ่นใช้ต้นกล้วย 1 คู่แทน หมายถึงการมีลูกหลานมากมาย และที่ใช้ทั้งกล้วยทั้งอ้อยก็เหฌนกันอยู่บ่อยๆ ส่วนวงกลองยาวและต้นกล้วยต้นอ้อย หากสถานการณ์ ไม่อำนวย ไม่ต้องมีก็ได้ เพราะไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ แต่โดยส่วนมากก็มักจะอยากให้มีประกอบอยุ่ในขบวนด้วยเพื่อความสนุกสนานเฮฮาของทั้งเจ้าภาพและของแขกที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่แล้วผู้ทำหน้าที่ยกข้าวของเครื่อง ขันหมากเอกมักใช้ผู้หญิง ส่วนขันหมากโทจะเป็นชายหรือหญิงทำหน้าที่ยกก็ได้


การกั้นประตู

           เป็นอีกเรื่องที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นไปเพื่อความสนุก แต่ภายหลังแทบจะเป็นองค์ประกอบหลักของงานแต่งงานไปทีเดียว การกั้นประตู คือการขวางทางขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวไว้เมื่อเคลื่อนเข้ามาในเขตบ้านเจ้าสาว โดยใช้คนสองคนถือสิ่งของที่มีลักษณะยาวออกกางกั้นไว้ หากไม่มอบของกำนัลให้ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ การกั้นประตูจะต้องทำโดยญาติพี่น้องหรือลูกหลาน
ในครอบครัวเจ้าสาว
ส่วนใหญ่มักทำกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผ้ากางกั้นไว้ เรียกว่าประตูชัย ประตูที่สองใช้ผืนแพร เรียกว่า ประตูเงิน สุดท้ายกั้นด้วยสายสร้อยทอง เรียกว่า ประตูทอง ในแต่ละประตู เถ้าแก่ ของเจ้าบ่าวจะต้องเจรจาเพื่อมอบของขวัญ (ส่วนมากนิยมใช้ซองใส่เงิน) ก่อนจะผ่านประตูไปได้ ซึ่งมูลค่าของขวัญมักจะต้องสูงขึ้นตามลำดับด้วย


การรับขันหมาก

           เมื่อขบวนขันหมากผ่านเข้ามาจนถึงตัวบ้านแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวต้องส่งเด็กผู้หญิงถือพานบรรจุหมากพลูออกมาต้อนรับเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการรับขันหมากและเชิญให้เข้าสไปข้างใน เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวออกมาต้อนรับพูดคุย และรับรู้เครื่องของในขบวนแล้ว ก็รับข้าวของเหล่านั้นไว้ และทำการเปิดเตียบ (ในกรณีที่มีเตียบในขบวน) เพื่อจุดธุปเซ่นไหว้ต่อไป รายละเอียด
ขั้นตอนต่างๆ แต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนับสินสอดครบถ้วนแล้ว ก็ต่อด้วยการให้เจ้าสาวกราบผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แล้วจัดการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งการเตรียมอาหารเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นแจกของขวัญหรือซองเงินให้คนยกขันหมากมาในขบวน (รวมทั้งให้ตัวเถ้าแก่ฝ่ายชายด้วย)


การหลั่งน้ำสังข์
           ขั้นตอนการหลั่งน้ำสังข์ให้มีในวันยกขบวนขันหมาก หรือจัดแยกวันไว้ในภายหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวก หรือ ฤกษ์ยามโดยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวจะพาคนทั้งสองมานั่งบนแท่นสำหรับหลั่งน้ำ แล้วเชิญประธานในพิธีจุดธูปเทียนจากนั้นสวมมงคลแฝดบนศรีษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วโยงสายสิญจน์ไปยังหม้อน้ำมนต์เจิมหน้าผากด้วย แป้งเจิม แล้วเริ่มหลั่งน้ำสังข์ให้กับคู่บ่าวสาว อาจมีบางแห่งที่ปฏิบัติต่างกันไปบ้าง คือ ให้บ่าวสาวเป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระแทน การรดน้ำสังข์นั้น จะรดเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวก่อนก็ได้ (แต่นิยมให้เจ้าบ่าวนั่งทางขวามือ)และจะรดบนศรีษะหรือบนมือที่มีพานดอกไม้รองรับอยู่ แต่เพื่อความเรียบร้อยจึงเป็นที่รู้กันว่าการรดบนศรีษะนั้นสงวนไว้ให้สำหรับผู้ใหญ่ประธานในพิธีผู้รดเป็นคนแรก และให้ศีลให้พรไปด้วย จากนั้นก็เป็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะให้พรไปพร้อมกับหลั่งน้ำ ส่วนคิวต่อๆ ไป มักเรียงลำดับตามอาวุโส ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้หลั่งน้ำที่อายุรุ่นเดียวกันหรือยังไม่แต่งงานมักไม่นิยมให้พูดจาให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการหลั่งน้ำสังข์แล้ว จะจัดให้มีงาน เลี้ยงฉลอง สนุกสนาน
กันอย่างไร สำหรับเรื่องงานเลี้ยงงานแต่งงาน สมัยนี้การที่ฝ่ายเจ้าสาวจะลุกขึ้นมาทำอาหารสำหรับ งานแต่งเห็นจะมีน้อยเต้มที เพราะต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก และสถานที่ในบ้านอาจไม่กว้างพอ ดังนั้น การจ้างบริษัทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารให้จัดการให้ จึงเป็นวิธีที่เหมาะกว่า ซึ่งรายการอาหารในงานแต่ง ไม่มีกำหนดตายตัวอะไร แล้วแต่ความชอบในท้องถิ่นหรือในครอบครัว เพียงแค่หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเกินควรและอาหารชื่อไม่เป็นมงคล เช่น ต้มยำต่างๆ ปลาร้าปลาแดก ตีนไก่ หอยขม ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ขนมจีน เพราะเป็นเส้นยาว ให้ความหมายถึงชีวิตคู่ที่ยืดยาวนาน ส่วนขนมหวานงานแต่งนั้น นอกจากขนมชื่อมงคลต่างๆ แล้วยังมีขนมโบราณคือ ขนมกง ขนมชะมด และขนมสามเกลอที่มักใช้ในงานแต่งงานอยู่เสมอ ทั้งสามชนิดทำจากแป้งหรือถั่วบด ปั้นและทอดในน้ำมัน แต่ใ่ช้ส่วนผสมและวิธีทำต่างๆ กันไป ซึ่งร้านขนมไทยบางแห่งอาจยังพอทำเป็นอยู่บ้าง


พิธีส่งตัวเข้าหอ

           เรื่องของการเข้าหอโดยหลักๆ ว่าด้วยพิธี 2 อย่าง นั้นคือ การปูที่นอน และการส่งตัว สมัยนี้มีหลายแห่งที่ถึงแม้จะจัดงานแต่งงานตาม ธรรมเนียมไทย แต่ก็ลดขั้นตอนพิธีเข้าหอเพื่อถือเคล็ดว่า บ่าวสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างคู่นี้ เพราะบางทีแต่งไม่ได้ จัดกันที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จัดในสถานที่จัดงานอื่นๆ ครั้นจะวิ่งวุ่นหนีแขกหรื่อจากงานเลี้ยงฉลอง
เพื่อกลับมาทำพิธีเข้าหอที่บ้านเจ้าสาว (หรือบ้านเจ้าบ่าว) ก็จะเป็นไปได้โดยลำบาก บางรายทีการปลูกเรือนหอเพื่อรอย้ายเข้าไปอยู่ หากยังตกแต่งไม่เสร็จ ็ไม่รู้จะจัดพิธีเข้าหออย่างไร หรือกรณีที่ส่วนมากจัดงานเลี้ยงฉลองกันในโรงแรม โดยเจ้าบ่าวสาวพักค้างคืนเสียเลยในโรงแรมนั้น พิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าหอก็อาจยุ่งยาก เกินกว่าจะเตรียมการได้อย่างครบถ้วน มีข้อสังเกตว่า ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น เขาไม่มีการส่งตัวเข้าหอกันในวันแต่งงานทว่าต้องรอฤกษ์ดี สำหรับ การนี้โดยเฉพาะในวันหลัง ซึ่งบางทีนั้นก็อาจจะนอนหลายวันนับจากวันแต่งงานไปอีกก็ได้

พิธีปูที่นอน

           เป็นการจัดปูที่นอนในห้องหอคืนส่งตัว     เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวต่อไปในอนาคตเดิมนั้นพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว จะเชิญผู้ใหญ่คู่สามีภรรยาซึ่งชีวิตครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยทะเลาะหรือขัดแย้งกัน ต้องมีลูกแล้วและลูกเป็นคนดีด้วย เพื่อถือเคล็ดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอนนี้ต้องอาบน้ำให้สะอาด
แต่งตัวเรียบร้อยสวยงามดีก่อน แล้วจึงเข้ามาในห้องหอเพื่อจัดเรียงหมอน 2 ใบ แล้วปัดที่นอนพอเป็นพิธี ไม่จำเป็นต้องปูที่นอนเองทั้งหมด จริงๆ ก็ได้ จากนั้นจัดวางข้าวของ ประกอบพิธีลงบนที่นอนอันได้แก่ หินบดยาหรือหินก้อนเส้าซึ่งใช้ก่อไฟในครัว หมายถึงความหนักแน่น ฟักเขียว หมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุขแมวคราว (แมวตัวผู้ที่อายุมากแล้ว) หมายถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
พานใส่ถุงข้าเปลือก งา ถั่วทองหรือถั่วเขียว ซึ่งล้วนหมายถึง ความเจริญงอกงาม และขันใส่น้ำฝน เป็นความเย็น ความสดชื่นชุ่มฉ่ำหรือบางแห่งอาจเพิ่มถุงใส่เงินด้วยในระหว่างจัดวางของ จะให้ศิลให้พร ไปด้วย จากนั้นผู้ใหญ่ทั้งคู่ก็จะนอนลงบนที่นอนนั้นฝ่ายหญิงนอนทางซ้าย ฝ่ายชายนอนทางขวา แล้วกล่าวถ้อยคำที่เป็นมงคลต่าง ๆ แก่ชีวิตคู่

การส่งตัว

           แต่ดั้งแต่เดิมมาผู้ใหญ่จะนำเจ้าสาวเข้ามาส่งตัวในห้องหอซึ่งเจ้าบ่าวเข้ามาคอยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าส่งทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้ามาพร้อมๆ กันเหมือนสมัยนี้ การส่งตัวไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนสำคัญของพิธีอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ซึ่งทำพิธีปูที่นอนนั้นพาเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องหอ เจิมหน้าผากอวยพร จากนั้นค่อยนำเจ้าสาวเข้าห้องหอตามมา โดยเจ้าสาวต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่
ฝ่ายของตัวเอง เพื่อเป็นการขอพร เมื่อเจ้าสาวเข้ามา ในห้องหอแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นผู้พามามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝังให้ช่วยดูแล จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ในขั้นตอนนี้ ธรรมเนียมบางท้องถิ่นจะให้พ่อแม่เจ้าสาวเป็นผู้กล่าวบางแห่งก็ให้กล่าวทั้งพ่อแม่เจ้าสาวและเจ้าบ่าว หรือบางแห่งให้ผู้ใหญ่ คู่เดิมซึ่งทำพิธีปูที่นอนเป็นผู้กล่าวแทนพ่อแม่ไปเลยก็มี
ซึ่งพอให้โอวาทจบ ก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี


ความเชื่อในประเพณีแต่งงาน
1.นำสิ่งที่เป็นมงคลเข้าบ้าน
 -อันเชิญบารมีพระแก้วมรกต , พระประจำวันเกิดท่านเจ้าของบ้าน,พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 , พระโพธิสัตว์กวนอิม ฯลฯ เข้าบ้าน
-นำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ 3 วัด พรมเป็นสิริมงคลในงานแต่งงาน
-น้ำล้างมือพ่อแม่ ปะพรมเป็นสิริมงคล ขอพร....ท่าน
-อุ้มแมวสีขาว หรือแมวลาย นำสร้อยทองคำผูกที่คอและเท้า แมวนั้นต้องเป็นแมวคราว ตามความเชื่อ พระราชมนเทียรของกษัตริย์ไทยว่า แมว 9 ชีวิต ชีวิตจะยั่งยืนมั่นคง ร่ำรวย
-หินบด เชื่อว่า ทำให้ชีวิตมีความหนักแน่นขึ้น
-ฟักเงิน ฟักทอง ฟักเขียว เข้าบ้านเสริมสิริมงคล
-พานข้าวเปลือก ถั่ว งา เข้าบ้านเป็นมงคล
-หม้อน้ำเงิน หม้อน้ำทอง เข้าบ้านจะได้มีเงินเต็มโอ่ง ทองเต็มโอ่ง
-ส้มเขียวหวานใส่พาน เชื่อว่า นำความสุขมาให้ครอบครัว
-เทียนคู่หรือตะเคียงคู่เข้าบ้าน จะได้อยู่คู่กันอย่างรุ่งเรืองตลอด
2.นำดอกไม้มงคลเข้าพิธีมงคลสมรส
-ถาด ถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวโพด เล็ดฟักข้าว
-ใบรัก
-ใบเงิน ใบทอง ใบแก้ว
-ใบมะยม
-ดอกรัก ดอกดาวเรือง ดอกพุธ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกกุหลาบ
-ดอกมะลิ ดอกทิวลิบ
-ขวดน้ำอบ รวมในถาดเดียวกัน
3.อาหารวันแต่ง เสริมมงคล
-ขนมจีน รักจะได้ยืนยาว แสดงถึงความผาสุกยืนนาน
-ขนมฝอยทอง เส้นยาว ๆ ทำให้มีเงินมีทองตลอดไป
-บะหมี่หยก เส้นยาว ๆ จะร่ำรวย มีทรัพย์สิน
อาหารห้ามในวันแต่ง
-ห้ามทำต้มยำ -ทะเลาะกันแหลก
-ห้ามทำยำต่าง ๆ -จะไม่ดีขึ้น
-ห้ามทำปลาร้า -จะทำให้เน่า
ห้ามทำแกงบอน -ปากบอน
4.พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน
4.1 กราบขอพรกับพ่อแม่ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อคู่ชีวิต
4.2 กราบพระแก้วมรกต , รัชกาลที่ 5 กวนอิม , พระประจำเมือง ให้คุ้มครองชีวิตคู่ให้อยู่เย็นเป็นสุข จนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร
43 กราบ 6 ทิศ เสริมดวง
- ทิศตะวันออก บอกบิดามาดาให้พร
-ทิศใต้ บอกครูบาอาจารย์ ให้เจริญขึ้น
-ทิศตะวันตก บอกสามี ภรรยา อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน
-ทิศเหนือ บอกมิตรสหาย ให้ช่วยเหลือกัน
-ทิศเบื้องบน บอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภิกษุ สามเณร ให้คุ้มครอง
-ทิศเบื้องล่าง บอกให้บ่าวไพร่ ให้เป็นบริวารที่ดี
5.เคล็ดการปูที่นอน
-เจ้าพิธีจะร้องเรียกว่า
นายบุญมั่น
นายบุญคง
นายบุญรวย
นายบุญสุข ขานรับทุกครั้ง (ใช่ ใช่ ใช่ มี มี มี)
และบิดามารดาเราพร้อมนายบุญทั้ง 4 ทิศ จับมุมผ้าปูนอน และดึง โปรยดอกไม้หอม เหรียญทอง ขอเทพ
คุ้มครองให้ร่มเย็นเป็นสุขเป็นอันเสร็จพิธี

ทรรศนะเกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของประเพณีแต่งงานต่อสังคมไทย
     การแต่งงานถือเป็นการเริ่มต้นสำหรับการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับคนในทุกสังคม ทุกชาติ และทุกศาสนา แต่ แต่ละสังคม แต่ละชาติ และแต่ละศาสนา ก็จะมีพิธีกรรมและประเพณีที่แตกต่างกันออกไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับกาลเวลาอีกด้วย แต่ที่เหมือนกันนั้นก็คือ ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องอยู่ในวัยอันพอเหมาะสมควร มีหน้าที่การงานที่ดีพอที่จะพาครอบครัวให้อยู่รอดได้ และพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เรียกว่าชีวิตคู่และครอบครัวต่อไป
     ประเพณีแต่งงานของไทยเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะคนเราเกิดมาจากครอบครัวที่แตกต่างกันแต่จะต้องไปใช้ชีวิตร่วมกัน ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคน 2 คน ส่วนคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และมิตรสหายก็จะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ถือเป็นประเพณีที่เป็นมงคล โดยเฉพาะคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงเรามาจนเติบโตอย่างดียิ่ง แต่วันหนึ่งต้องให้เราไปมีชีวิตคู่กับคนอื่น ท่านคงทั้งดีใจ และใจหายไม่น้อย ในสังคมไทยก็จะมีพิธีต่างๆตามประเพณีแต่งงานมากมาย ซึ่งจะต้องใช้ในการแต่งงานเพราะคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณมานั้นให้ความสำคัญกับประเพณีแต่งงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ในแต่ละขั้นตอนของพิธีมีรายละเอียดเป็นอย่างมากแต่ในปัจจุบันคนที่ไม่ได้ผ่านพิธีแต่งงานก็มีจำนวนมากเช่นกัน เพราะเดี๋ยวนี้คนเรามองข้ามความสำคัญของการแต่งงานไปเยอะ ตามกาลเวา ทั้งๆที่พิธีแต่งงานเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิมาก ของใช้ต่างๆจนรวมไปถึงอาหารก็ต้องมีความหมายที่ดีทุกสิ่งอย่าง จะเห็นได้ว่าสังคมไทยให้ความสำคัญของพิธีนี้จึงให้รายละเอียดของของที่ใช้ในงานให้มีแต่ความหมายที่ดีมาก เพื่อการเริ่มต้นชีวิตคู่ต่อไปนั้นปราศจากอุปสรรค์ ซึ่งเป็นความเชื่อที่สำคัญของคนไทย ดังนั้นเวลาที่คนไทยจัดงานแต่งงานจึงต้องมีพิธีการและขั้นตอนต่างๆ อย่างมากมาย โดยจะสังเกตุได้จากการแต่งงานของชาติอื่นๆไม่เห็นต้องมีรายละเอียดขนาดนี้ แต่สำหรับคนไทยนั้นไม่ได้เลย เพราะสังคมไทยให้ความสำคัญกับประเพณีแต่งงานเป็นที่สุดของประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิตอีกประเพณีหนึ่งเลยที่เดียว

เรื่องกล้วยๆแต่ไม่กล้วยอย่างที่คิด

เรื่องกล้วย ๆ แต่ไม่กล้วยอย่างที่คิด 
เคยสังเกตกันรึเปล่าว่าในการแข่งขันกีฬาระดับโลก อย่างเทนนิสเนี่ย พวกนักกีฬาเค้ามักจะกินผลไม้อะไรเป็นประจำในเวลาพักระหว่างเกม... ฮี่ฮี่...ไม่น่าเชื่อว่ามันก็คือ "กล้วย" นั่นเอง!!
      กล้วย มีน้ำตาลธรรมชาติถึง 3 ชนิดเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซูโครส(Sucrose), ฟรุคโตส(Fructose) และ กลูโคส (Glucose) รวมไปถึงพวกไฟเบอร์หรือเส้นใยต่างๆ ซึ่งทำให้กล้วยกลายเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ที่ร่างกายสามารถนำมา
ใช้ได้ทันทีจากการ วิจัย
  พบว่า กล้วยเพียงแค่ 2 ลูกก็ให้พลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานอย่างหนักเป็นเวลา 90 นาที
ไม่น่าแปลกใจเลยที่กล้วย เป็นผลไม้คู่กายอันดับหนึ่งของพวกนักกีฬาชั้นนำระดับโลก นอกจากกล้วยจะให้พลังงานมากมายแล้ว
กล้วยยังช่วยป้องกันโรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ และเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ให้กับร่างกายของเราได้อีกด้วย อาทิเช่น
โรคซึมเศร้า
      จากการสำรวจโดย MIND ในกลุ่มของผู้ที่มีอาการซึมเศร้า หลายๆคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อทานกล้วยเข้าไป นี่เป็นเพราะว่ากล้วย
มีส่วนประกอบของ Tryptophan ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้เป็น Serotonin ที่รู้จักกันดีว่าจะทำให้
้เรารู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
 
 PMS (Premenstrual Sysdrome - อาการแปลกๆที่ผู้หญิงเป็นก่อนมีประจำเดือน)
ลืมการกินยาไปได้เลย - กินกล้วยกันดีกว่า กล้วยมีส่วนประกอบของวิตามิน B6 ที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ของคุณด้วย
 
 โรคโลหิตจาง
      กล้วยมีธาตุเหล็กอยู่มาก ทำให้มันสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้
 
 โรคเกี่ยวกับความดันโลหิต
      กล้วยมีโปแตสเซียม (Potassium) สูงมากในขณะที่มีเกลือต่ำ ทำให้มันเป็นผลไม้ที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการกับความดันเลือด
มันให้ผลดีขนาดที่ว่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกายอมให้โรงงานผลิตกล้วยกล่าวอ้างได้ว่ากล้วยช่วยลดความเสี่ยงในการ
เป็นโรคเกี่ยวกับความดันโลหิตได้
 
 ยุงกัด
      ก่อนที่จะไปหยิบเอายาทายุงกัดมาใช้ ลองเอาผิวด้านในของเปลือกกล้วยมาถูๆบริเวณที่ยุงกัดดู ลายคนพบว่ามันช่วยลดอาการบวม
และคันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
 
 พลังสมอง
      นักเรียนกว่า 200 คนของโรงเรียน Twickenham กินกล้วยพร้อมอาหารเช้า ช่วงพัก และอาหารกลางวันเพื่อช่วยเพิ่มพลังสมอง
ในการสอบของปีที่ผ่านมา จากการวิจัยพบว่ากล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโปแตสเซียมนี้ช่วยให้นักเรียนรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น ทำให้เรียนได้ดีขึ้น
ในที่สุด
 
โรคท้องผูก
      กล้วยมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของเรากลับมาทำงานได้เป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาพวกยาถ่ายต่างๆอีกต่อไป
 
 อาการแฮงค์ (เมาค้าง)
      หนึ่งในวิธีรักษาอาการแฮงค์ให้เร็วที่สุดก็คือการกิน Banana milkshake ผสมน้ำผึ้ง กล้วยช่วยให้กระเพาะอาหารของเรากลับ
มาอยู่ในสภาพปกติ น้ำผึ้งช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และนมจะช่วยเพิ่มน้ำให้กับร่างกายของคุณได้ด้วย
 
 อาการเจ็บเสียดหน้าอก
      กล้วยช่วยให้เกิดปฏิกริยาในร่างกายที่จะไปหักล้างพวกกรดในกระเพาะอาหารที่มีเยอะเกินไปได้ (กรดพวกนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึก
เจ็บเสียดที่หน้าอก) การกินกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดนี้ได้
 
 Morning Sickness (อาการคลื่นไส้และอาเจียนเวลาตื่นนอนตอนเช้า จะเป็นมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ระยะแรก)
      การกินกล้วยเป็นของว่างระหว่างมื้อจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ซึ่งสามารถช่วยลดอาการ morning sickness ได้
 
 ระบบประสาท
      กล้วยมีวิตามิน B สูงซึ่งมีช่วยในการทำงานของระบบประสาทของเรา
 
 น้ำหนักเกินเพราะการทำงาน
      จากการศึกษาของสถาบันด้านจิตวิทยาในออสเตรียพบว่าความกดดันที่เกิดจากการทำงานนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น ช็อคโกแลตและมันฝรั่งทอด เมื่อพิจารณาผู้ป่วยกว่า 5000 คน นักวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่ทำงานที่มีความกดดันสูง
รายงานนั้นสรุปว่า     ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการกินอย่างไม่ยั้งคิด     เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยเลือกทานของว่างที่มี
คาร์โบไฮเดรตเยอะๆ ทุกสองชั่วโมง
 
 โรคแผลในกระเพาะอาหาร
      กล้วยเป็นอาหารที่ใช้ต่อสู้กับอาการผิดปกติต่างๆในระบบทางเดินอาหารได้เนื่องจากกล้วยมีผิวสัมผัสที่นุ่มและลื่น กล้วยเป็นผลไม้ชนิดเดียว ที่สามารถทานได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง กล้วยยังช่วยปรับภาวะกรด
เกินในกระเพาะอาหารให้กลับสู่ปกติได้ รวมทั้งช่วยลดอาการระคายเคืองเพราะกล้วยจะช่วยเคลือบผิวของกระเพาะอาหารได้
 
 ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
      หลายๆท้องถิ่นเห็นว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่ช่วยทำให้ทั้งอุณหภูมิร่างกายและอารมณ์ของคนที่กำลังจะเป็นแม่เย็นลงได้ ในประเทศไทย
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักจะทานกล้วยเพื่อให้แน่ใจว่าลูกของพวกเธอจะเกิดมาด้วยอุณหภูมิที่เย็น
 
 Seasonal Affective Disorder (SAD)
กล้วยช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้เพราะมันมีสารประกอบ Tryptophan ที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์
 
 การสูบบุหรี่
กล้วยยังสามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย กล้วยมีวิตามิน B6 และ B12 รวมไปถึงโปแตสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยใน
การฟื้นฟู ร่างกายจากผลของการเลิก นิโคตินได้